Friday, August 14, 2015

ย้อนอ่านความคิด ดร.เพียงดิน เมื่อหนึ่งเดือน หลังการรัฐประหาร 2549

People’s Revolution NOW!! บันไดขั้นนี้ ถึงเวลาปฏิวัติแล้ว

People's Revolution NOW!!

ผมไม่ได้เขียนบทความมานานพอสมควร ที่จริงการเขียนบทความ ทำให้ผมได้นั่งคิดตรึกตรองมากกว่าการไปออกรายการด้วยซ้ำ เพราะมันมีเวลาทบทวนแต่ละคำที่เขียน แล้วปรับแก้ไปได้ตลอด สามารถลงลึกในเชิงโครงสร้างได้ดีกว่าการจัดรายการ ซึ่งพอจัดเยอะ ๆ เข้า มันสวนทางกับเวลาในการเตรียม  แต่อย่างไรก็ตาม การเสนอความคิดสำหรับการปฎิวัตินั้น หากจะนำเสนออย่างเป็นขั้นตอนให้เกิดประโยชน์นั้น จะต้องคิดทั้งกรอบใหญ่ และรายละเอียดที่จำเป็น ซึ่งมีมากมาย และที่สำคัญก็คือ หลายส่วนจะให้ใครมานำแล้วคิดทุกรายละเอียด สั่งการทุกขั้น มันจะทำไม่ได้  หลายส่วนต้องเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เหมือนแนวคิดที่ผมได้นำเสนอใต้ทฤษฎี มดแดงล้มช้าง (ดูหลักการและอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้อง ณ http://unrad.info  พี่น้องจะต้องเข้าใจภารกิจระดับต่าง ๆ และภาวการณ์ที่จะกำหนดสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และสิ่งที่เราต้องร่วมกันทำ โดยเฉพาะในภาวะที่ยังไม่มีผู้นำระดับสูงสุดชัดเจน บทความนี้ เป็นแค่ความพยายามในการเริ่มต้นคิดอ่ย่างจริงจังมากขึ้น แต่พี่น้องอย่าได้คิดว่านี่เป็นทฤษฎีหรือแนวทางสมบูรณ์ที่ต้องเชื่อถือโดยไม่เอาไปกลั่นกรองและสังเคราะห์ต่อนะครับ นี่คือการชวนอ่านและชวนคิดครับ

ผมได้นำเสนอความคิดเพื่อปลุกระดมการปฎิวัติเพื่อให้เราพร้อมที่สุด แม้ว่าในระยะที่ผ่านมา พรรคการเมืองและมวลชน จะยังต้องเรียนรู้ผ่านเวทีละครการเมืองน้ำเน่า และงานเฉพาะหน้าที่ต้องเล่นภายใต้ระบอบอำมาตยา-ราชาธิปไตย   ผมได้พยายามนำเสนอการสร้างภาพฝัน การพัฒนาตัวเองและสังคมรอบข้างให้พร้อม และการเพิ่มความเข้าใจเรื่องการปฎิวัติ ซึ่งมีงานหลายด้าน เช่น ด้านการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการศึกษา การทหาร การสื่อสารมวลชนและการขยายมวลชน และการต่างประเทศ  และสำหรับงานแต่ละด้าน สามารถถือเป็นแนวรบ ที่จะต้องมีมดงานและแม่ทัพย่อยลงไปดูแล แม้ที่ผ่านมาเราจะมีแกนนำ แกนนอน และเสรีชนผันตัวเองไปรับหน้าที่ แต่ทุกอย่างเกิดตามธรรมชาติมากกว่าการสนับสนุนจัดการ  ดังนั้น ต่อจากนี้ไป ใครถนัดสิ่งใด ต้องเร่งทำให้มากที่สุด เพื่อการสานให้เกิดขบวนทัพปฎิวัติประชาชนที่แท้จริง ทันใช้ และให้คุณกับประเทศณ วันนี้และในอนาคตทุกระยะ ขอให้พี่น้องลองไปทบทวนแนวคิดต่าง ๆ ที่ผมนำเสนอไว้หลากหลาย ผ่านรายการต่าง ๆ โดยเฉพาะในรายการ Seeds of Democracy ที่จัดกับพี่น้องที่ Red UDd  ได้ที่ http://unrad.info/2012/06/03/archive-of-radio-programs-by-dr-piangdin-rakthai/

วันนี้ ผมจะพยายามคิดไปเขียนไป เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมเพื่อการปฎิวัติประชาชน ที่วันนี้ เราได้ก้าวมาถึงจุดต้องลงมืออย่างเร่งด่วน ก่อนการเผชิญหน้ากันของสองทัพ เพื่อตัดสินชะตากรรมของประเทศ เมื่อลุกฮือขึ้นมาครั้งตอไปนี้ จะทำอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ได้ และจะอาศัยการประนีประนอมแบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว ขอให้จำไว้ว่า หากไม่กล้าฝ่าหัวฝีออก จะตายด้วยพิษแผลและหนองปวด    กล่าวคือ การจัดการประเทศไทยใหม่ โดยการเปลี่ยนระบอบ จะสำเร็จไม่ได้ หากยังหวังแค่จะปกป้องรัฐบาล หรือยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ (ซึ่งเพื่อไทยชื่อใหม่จะชนะถล่มทลาย) หรือหวังจะแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จบนเส้นทางที่เรายังทำตัวเหมือนลูกแกะ ให้สุนัขจิ้งจอกมันจ้องหลอกกินเราทุกก้าว และการใช้แนวทางทื่อ ๆ ด้วยการชุมนุมมอย่างเดียว…ดังนั้น สิ่งที่อยากฝากถึงทุกหมู่เหล่าคือ ควรมองการปฎิวัติเป็นสี่ระยะ

ระยะที่หนึ่ง ระยะตีเกราะเคาะไม้ ส่องไฟใส่เปรตผี แล้ววางแผนและจัดทัพ

ในระยะนี้ อย่าบุ่มบ่าม อย่าลงมือจนกว่าจะแน่นอนแล้วว่าจำเป็นและถึงเวลา แต่จงเก็บข้อมูล วางเป้า วางแผน และวางกำลังเอาไว้ทุกจุด เหมือนมดแดงนับล้านรัง ที่รอทำหน้าที่เผด็จศึกในทุกแนวรบ (การวางแผนตรงนี้ ต้องละเอียดพอที่จะ (1) กำหนดแนวทางก่อนการเริ่มลุกขึ้นมายึดอำนาจ เช่นเก็บข้อมูล วางแผน และจัดทัพ ตลอดจนการเตรียมการด้านเทคนิคและความพร้อมในเชิงปฎิบัติทุกเรื่องที่เป็นไปได้ (2) กำหนดแนวทางยั่วยุให้เกิดการติดเบ็ด อันเป็นความชอบธรรมของการลุกฮือมาปฎิวัติประชาชน (3) กำหนดแนวทางการลุกฮืออย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ ว่าต้องมีใคร ทำอะไร อย่างไร (4) เมื่อประกาศการปฎิวัติประชาชนแล้ว การปฎิบัติการต้องมีรายละเอียดล่วงหน้ารอไว้สำหรับขั้นตอนหลังการยึดอำนาจได้แล้ว ซึ่งต้องมีรายละเอียดสำหรับเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ต่อไปทันที

อนึ่งระยะนี้ เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างขมักเขม้น ต้องสร้างมวลชนเพิ่ม ต้องสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายแดงที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างอย่างจริงจัง แล้วดึงเพื่อนร่วมชาติเข้าร่วมทัพให้มากที่สุด (แผนการทำลายความศักดิ์สิทธิ์และภาพลักษณ์ของขบวนการเหี้ยจะต้องถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมวลชนปฎิวัติ หรือมวลชนที่ไม่ต่อต้านขบวนการปฎิวัติ ต้องถูกคิดและนำไปปฎิบัติกันเหมือนทัพมดแดงที่รู้หน้าที่ โดยไม่ต้องมีหัวหน้าสั่งการ) ในช่วงการเตรียมตัวนี้ แผนรุกบางอย่างของขบวนการเหี้ยจะรุนแรงมาก ต้องป้องกันให้ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายด้วยระเบิด ด้วยการสร้างภาพมิคสัญญี การทำน้ำท่วมบ้านเมืองครั้งใหญ่กว่าปีก่อน ฯลฯ จะต้องป้องกันตัวให้ได้ แล้วฉวยโอกาสเปิดโปง เก็บข้อมูล รอวันปิดบัญชี แบบสะสมกรรมชั่วพวกเปรตมารเหี้ย เพื่อความชอบธรรมในการกำจัดพวกเขาในที่สุด once and for all เมื่อประชาชนชนะแล้ว ด้วยตัวบทกฎหมายอันชอบธรรมในตัวและตามหลักศีลธรรมพื้นฐาน

ระยะที่สอง "สร้างเงื่อนไขและชักธงรบ"

เมื่อถึงเวลาจะมีแกนนำคณะปฎิวัติโผล่ขึ้นอย่างชัดเจนหลายระดับ แต่ตอนนี้ที่ยังไม่มีการเป่านกหวีด หรือยังไม่มีเงื่อนไขและความพร้อมมากพอ จงอย่าทำผิดกฎหมายและศีลธรรม และจงอย่าเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับสมุนเหี้ย จงทำให้พวกเหี้ยดูชั่วช้าอย่างชัดเจน จงเร่งการส่องไฟให้ทั่วทิศพร้อมกัน ตีกลองร้องป่าวทุกครั้งที่พวกชั่วเผยโฉม การต่อสู้ในรูปแบบปกติใต้ระบอบเผด็จการ ให้ทำเพื่อหวังผลชูประเด็นการปฎิวัติเปลี่ยนระบอบ เมื่อปล่อยให้สถานการณ์มันดึงกลไกปฎิบัติการของระบอบเหี้ยออกมาในที่แจ้งได้ถึงจุดหนึ่งจนมากพอแล้ว จะเกิดอาการสุกงอมของวิญญาณปฎิวัติ วันนั้น จะเกิดการลุกฮือของประชาชน และความพร้อมของกลุ่มต่าง ๆ จะถึงจุดที่เป้าหมายตรงกัน ยุทธวิธีหลากหลาย กระจายไปครอบคลุมทุกหัวระแหงของอำนาจบริหารประเทศ กำจัดหรือกำกับกลไกเหี้ยได้ในทุกพื้นที่ และการเคลื่อนไหวในเชิงท้าทาย ท้าชน และเร่งรัดเอาเปรียบในเชิงความชอบธรรมและเชิงยุทธทุกรูปแบบ (แต่จงเน้นการไม่ทำผิดกฎหมายและศีลธรรมในเกมบนดิน) รอรับสถานการณ์ปลาติดเบ็ด เตรียมปฎิบัติการกระชากปลาขึ้นบกเพื่อนำมาปรุงอาหารในขั้นปฎิบัติการต่อไป

สาม ขั้นตอนปฎิบัติการ 

สถานการณ์และความพร้อมจะประจบกันพอดี ดังนั้น แผนที่ละเอียดที่ทำกันในระยะนี้ รวมถึงความพร้อมในการจัดทัพที่มีเป้าหมาย มีกำลังพล มีแผน และผู้นำระดับต่าง ๆ จะชี้วัดความสำเร็จว่าจะเร็วแค่ไหน สูญเสียน้อยเพียงใด และนำประเทศเข้ารูปเข้ารอยเดินหน้าต่อได้ดีเพียงใด ถึงเวลานั้น พลังแดงที่สะสมในตัวทุกคนจะสำแดงผลอย่างแท้จริง เวลานั้น ความรู้ ความรู้สึก ความสำนึก ประสบการณ์ และทุกกลไกที่พี่น้องได้สร้างขึ้น จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ และวิญญาณเสรีชนที่ตื่นรู้และมีศักยภาพ จะนำไปสู่การปฎิวัติที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเราได้ผ่านการต่อสู้อันเจ็บปวด และบทเรียนที่ความตอแหลหน้าด้าน และโหดร้ายของฝ่ายอำนาจเก่า ได้ทำให้คนไทยแหลมคมในเชิงยุทธศาสตร์ และฉลาดในเชิงยุทธวิธีอย่างที่ไม่น่าเชื่อ เหมือนการขึ้นลิฟท์ไปถึงตึกสูงอย่างเร็วในเวลาแค่ห้าหกปี ถึงเวลาปฎิบัติงาน พี่น้องต้องฉลาดที่จะรุก ลับ ล่อ ลวง พรางตัว และอ่านเกมที่หลากหลาย โดยที่แกนนำจะไม่สามารถชี้นำได้หมด พี่น้องจะเป็นตัวตัดสินเกม และผมเชื่อว่าพี่น้องจะได้รับความคิด แนวทาง และการสนับสนุนมากพอในวันที่เราได้ลุกขึ้นมาปฎิบัติการร่วมกัน จนสำเร็จนำไปสู่การรุกฆาตอย่างเบ็ดเสร็จ

สี่ ขั้นตอนการนำประเทศเดินหน้า กับอำนาจใหม่ และการสถาปนารัฐใหม่ ที่ให้สมดังฝัน คำประกาศต่าง ๆ การดำเนินการในฐานะรัฐ การให้ประชาชนรับรองความชอบธรรม และการถ่ายโอนอำนาจกลับสู่มือประชาชน ต้องมีการเตรียมการไว้อย่างดีที่สุด คนร่วมคิดร่วมนำการปฎิวัติจะต้องตระหนักอย่างสูงสุดว่า จะต้องไม่ทำเพื่อตัวเอง ให้มีหัวใจของดร. ซุนยัดเซ็นอย่างเคร่งครัด คือไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่หวังกอบโกยเพื่อตัวเองและคณะ แต่คิดถึงการสถาปนาประเทศใหม่เพื่อคนรุ่นลูกหลาน เพียงแต่ของเราสามารถเดินหน้าได้ บนเส้นทางแห่งเสรีประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้วอื่นใด ประเทศไทยภายใต้ระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ และประชาชน จงเจริญ ๆ ๆ

เสรีภาพอันสมบูรณ์ของประชาชน จักได้มาด้วยวิธีใด?



บทความนี้ แค่จุดประกายความคิดเบื้องต้น ผมจะพยายามเข้ามานั่งทบทวน และแต่งเติมความคิดให้ชัดเจน เหมาะสมยิ่งขึ้น ความคิดเห็นต่อท้ายของพี่น้อง หรือความเห็นที่จะส่งไปที่ 4everche@gmail.com จะเป็นสิ่งมีค่ายิ่งสำหรับเติมเต็มความคิดเพื่อการปฎิวัติประชาชนนี้ ขอบคุณครับ

สูตรรักษากรดไหลย้อนด้วยสมุนไพรไทย ที่หาง่าย

สูตรรักษากรดไหลย้อนด้วยสมุนไพรไทย ที่หาง่าย  
สูตรจาก นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์


นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ (ซึ่งผมฟังมาจากเพื่อนต่อๆกันมาอีกที)

วิธีทำน้ำกะเพรา
1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (ของโยเร แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก
2. ใส่น้ำ 2 - 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด
3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 - 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที
4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml (อ่านตรง ปล. ต่อ)
5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลงหรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม
ปล. 1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า 
2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง
3. อาการหนักประมาณ 6 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง
เหลือหลังอาหารวันละ 2 - 3 แก้ว
4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานค่ะถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีเข้าช่วยเลย

ประโยชน์ของกะเพรา
กะเพราช่วยขับลม เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคลำไส้เล็ก เช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (เวลาเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย)

การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ (ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วยหลายๆท่าน)
1. ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ)
2. ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ)
3. ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม
4. งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด 
5. ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ)
6. ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก จุลินทรีย์ได้ทำงาน (ข้อนี้สำคัญ)
7. ดื่มน้ำมะเขือเทศปั่น ครึ่ง – หนึ่งกิโลกรัม ก่อนรับประทานอาหารเช้า
8. ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง
9. ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป
10. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ (ข้อนี้ช่วยได้มาก)
11. ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
12. ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
13. หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร
14. ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
15. ควรดื่มยาคูลย์ (วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรือยา-อาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้
16. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ)
17. อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
18. ท่องไว้ในใจเสมอว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

ขอบคุณที่แบ่งปัน แชร์แบ่งๆกันไปนะ






ทางออกประเทศไทย อ.ชูพงศ์-ดร.เพียงดิน ตอน "หากเหี้ย ถูกกองทัพประชาชนตามล่า???"

คลิปรายการ ทางออกประเทศไทย อ.ชูพงศ์-ดร.เพียงดิน ตอน "หากเหี้ย ถูกกองทัพประชาชนตามล่า???"
14 สิงหาคม  2558 ทางนปช.ยูเอสเอ และมหาวิทยาลัยประชาชน

ทางยูทูป  https://youtu.be/gGSoJJtK3SY

ดาวน์โหลดเพื่อการเผยแพร่

สูตรรักษากรดไหลย้อนด้วยสมุนไพรไทย ที่หาง่าย

สูตรรักษากรดไหลย้อนด้วยสมุนไพรไทย ที่หาง่าย  
สูตรจาก นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์


นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ (ซึ่งผมฟังมาจากเพื่อนต่อๆกันมาอีกที)

วิธีทำน้ำกะเพรา
1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (ของโยเร แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก
2. ใส่น้ำ 2 - 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด
3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 - 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที
4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml (อ่านตรง ปล. ต่อ)
5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลงหรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม
ปล. 1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า 
2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง
3. อาการหนักประมาณ 6 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง
เหลือหลังอาหารวันละ 2 - 3 แก้ว
4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานค่ะถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีเข้าช่วยเลย

ประโยชน์ของกะเพรา
กะเพราช่วยขับลม เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคลำไส้เล็ก เช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (เวลาเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย)

การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ (ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วยหลายๆท่าน)
1. ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ)
2. ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ)
3. ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม
4. งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด 
5. ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ)
6. ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก จุลินทรีย์ได้ทำงาน (ข้อนี้สำคัญ)
7. ดื่มน้ำมะเขือเทศปั่น ครึ่ง – หนึ่งกิโลกรัม ก่อนรับประทานอาหารเช้า
8. ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง
9. ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป
10. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ (ข้อนี้ช่วยได้มาก)
11. ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
12. ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
13. หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร
14. ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
15. ควรดื่มยาคูลย์ (วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรือยา-อาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้
16. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ)
17. อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
18. ท่องไว้ในใจเสมอว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

ขอบคุณที่แบ่งปัน แชร์แบ่งๆกันไปนะ






Thursday, August 13, 2015

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน กับการซ้อมทรมานภายใต้รัฐประหาร"

วันอาทิตย์, สิงหาคม 09, 2558
ขอเชิญร่วมงาน สนทนาหน้าคุก ครั้งที่ 1 ตอน "สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน กับการซ้อมทรมานภายใต้รัฐประหาร" วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. 58 บ่ายสองโมงเป็นต้นไป ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถนนงามวงศ์งาน

สนทนาหน้าคุก ครั้งที่ 1 ตอน "สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน กับการซ้อมทรมานภายใต้รัฐประหาร"

วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. 58 บ่ายสองโมงเป็นต้นไป ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถนนงามวงศ์งาน
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...
จากเวป ncpusa

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน โต้รายงานตำรวจ “รอยฟกช้ำน่าจะเกิดจากล้มไปกระทบสิ่งของไม่มีคม”

July 20, 2015

by Woodside New York

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2558

เยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา
รัชตะ ทองรวย

วันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.2558) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จะเข้ายื่นหนังสือของสรรเสริญที่เขียนตอบโต้ผลการสอบสวนของตำรวจกรณีการซ้อมทรมานเขาที่มีผลสรุปว่า “รอยฟกช้ำน่าจะเกิดจากการกระทบหรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม”

ทั้งนี้ สรรเสริญเป็นหนึ่งในจำเลย14 รายในคดีปาระเบิดลานจอดรถศาลอาญาเมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค.2558 ในจำนวนนี้จำเลยเป็นหญิง 4 คน ชาย 10 คน ทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำ ยกเว้น 2 รายที่ได้รับการประกันตัว ศาลทหารรับฟ้องแล้วเมื่อราวเดือนมิถุนายน แต่ยังไม่มีการนัดวันสืบพยานแต่อย่างใด

สรรเสริญ เป็นชายอายุ 63 ปี อาชีพขับแท็กซี่ และมีแนวคิดค่อนไปทางซ้าย เขาถูกโยงเข้ากับคดีนี้เนื่องจากการไปบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองให้กับกลุ่มผู้สนใจทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงว่า เป็นการพบปะเพื่อวางแผนก่อเหตุ

ภายหลังการจับกุมสรรเสริญ ( 9 มีนาคม 2558) เขาเป็นคนแรกที่แจ้งกับทนายความเรื่องการถูกซ้อมทรมานระหว่างในระหว่างถูกควบคุมตัวโดยใช้กฎอัยการศึก 7 วัน (อ่านที่นี่) เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อทนายความของศูนย์ทนายฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ในคดีนี้มีลูกความอย่างน้อย 4 รายที่แจ้งว่าถูกซ้อมทรมาน (อ่านที่นี่) สรรเสริญเรียกร้องให้ตำรวจทำการสอบสวนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

หากพิจารณาเอกสารหลักฐานที่ปรากฏ จะพบการตรวจร่างกายจาก 2 หน่วยงาน ดังนี้

15 มีนาคม 2558 ภายหลังทหารนำตัวเขามาส่งให้ตำรวจ มีการจัดทำบันทึกการตรวจร่างกายผู้ต้องหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจร่างกาย ผลการตรวจร่างกาย มีดังนี้

“มีรอยฟกช้ำบริเวณ แขนขวาท่อนบน, หน้าท้อง

พบรอยแผลไฟไหม้เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.6 ซม.หลายจุดบริเวณต้นขาขวา”

20 มีนาคม 2558 ใบความเห็นแพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ระบุว่า ได้ทำการตรวจร่างกาย นช.สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 แล้วปรากฏว่า

“พบรอยเขียวช้ำหลายรอบ บริเวณหน้าขาและท้อง

พบจุดคล้ายรอยไฟไหม้หลายจุดที่ต้นขาขวา”

13 พฤษภาคม 2558 พล.ต.ท.ศรีวราห์ สังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทำหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่สรรเสริญได้ทำหนังสือร้องขอ โดยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยการสอบปากคำ สรรเสริญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แพทย์ประจำโรงพยาบาลตำรวจ แพทย์และพยาบาลประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผู้ตรวจร่างกายในวันรับตัวและระหว่างถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ โดยไม่ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ทหารที่ควบคุมตัวสรรเสริญ 7 วันก่อนนำตัวส่งตำรวจ

ข้อสรุปของตำรวจระบุว่า

“ยืนยันว่า ผลการตรวจร่างกายของท่านพบรอยฟกช้ำบริเวณลำตัวด้านหน้า สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการกระทบหรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด อีกทั้งในขณะที่ตรวจร่างกายแพทย์ได้ทำการสอบถามท่านแล้ว ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่ได้ถูกผู้ใดทำร้ายร่างกาย ซึ่งปรากฏตามบันทึการตรวจร่างกาย ภาพถ่ายการตรวจร่างกาย และใบความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของท่าน พนักงานสืบสวนสอบสวนจึงได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีความเห็นว่า ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ท่านได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้หนึ่งผู้ใดทำร้ายร่างกายตามที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนมาแต่อย่างใด”

5 มิถุนายน 2558 สรรเสริญเขียนจดหมายเปิดผนึกจากในเรือนจำเพื่อโต้แย้งผลการตรวจสอบข้างต้น มีใจความสำคัญว่า ขอให้ผู้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ บัญชาการตำรวจนครบาล ทำการตรวจสอบอีกครั้งด้วยความเป็นธรรม พร้อมทั้งอธิบายว่าการแจ้งว่าไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่พนักงานทำร้ายร่างกายนั้นหมายถึงเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานราชทัณฑ์เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงทหารชุดจับกุมและสอบสวน 

"จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาข้อโต้แย้งของข้าฯ และโปรดเมตตาข้าฯ สักครั้งหนึ่ง จักเป็นพระคุณยิ่งแก่ข้าฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะที่ผ่านมา ข้าฯ ได้รับความบอบช้ำทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส อีกทั้งข้าฯ ก็อายุมากแล้ว ควรมิควรแล้วแต่จะเมตตาพิจารณา" จดหมายระบุ

000000

จดหมายของนายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ทำที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๘

เรื่อง ข้อโต้แย้ง ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ต้องหาทำหนังสือร้องเรียน

เรียน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล

ตามที่ข้าพเจ้า นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ร้องเคยทำหนังสือ ลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๘ เรื่อง ขอให้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน ข้าฯ และต่อมา กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีหนังสือ แจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ต้องหาทำหนังสือร้องเรียน ที่ ตช. ๐๐๑๕.๑๘๓ / ๑๑๐ ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงนามโดย พล.ต.ท. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถึงข้าฯ แล้วนั้น

จากหนังสือที่ ตช. ๐๐๑๕.๑๘๓ / ๑๑๐ ฉบับดังกล่าวได้กล่าวในหน้า ๑ วรรค ๒ บรรทัดที่ ๔ ถึงหน้า ๒ ทั้งหมด ความว่า “ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบร่างกายท่าน (ท่านหมายถึงข้าพเจ้า – ผู้ร้อง) พบรอยฟกช้ำบริเวณลำตัวด้านหน้า สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากการกระทบ หรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่า บาดแผลดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด อักทั้งในขณะที่ตรวจสอบ แพทย์ได้ทำการสอบถามท่านแล้ว ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่ได้ถูกผู้ใดทำร้ายร่างกาย ซึ่งปรากฎตามบันทึกการตรวจร่างกาย ภาพถ่ายการตรวจร่างกาย และใบความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของท่าน พนักงานสืบสวนสอบสวนจึงได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีความเห็นว่า ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ท่านได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผู้หนึ่งผู้ใด ทำร้ายร่างกาย ตามที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนมาแล้วแต่ประการใด”

จากข้อความและสรุปผลการตรวจสอบข้างต้นนั้น ข้าฯขอโต้แย้งข้อความข้างต้นว่า เป็นข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นซึ่งตามที่ข้าฯ เคยทำหนังสือร้องเรียน ฉบับลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อเท็จจริง คือ ข้าฯ ถูกจับกุมตัว เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลากลางคืน และทหารได้สอบสวนซักถามข้าฯ ในวันที่ ๑๐ – ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เจ้าหน้าที่ซึ่งข้าฯ หมายถึงทหารชุดจับกุมและสอบสวนข้าฯ ได้บังคับ ขู่ และทำร้ายร่างกาย เพื่อให้ข้าฯ รับสารภาพ ข้าฯ ได้ให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้ชกต่อยที่บริเวณหน้าท้องและทรวงอก บริเวณลิ้นปี่และชายโครง และเหยียบบริเวณลำตัว ต่อยและตบบริเวณศีรษะและทรวงอกหลายสิบครั้ง ทำให้ข้าฯได้รับบาดเจ็บบริเวณช่องอกและชายโครง และถูกบังคับให้ถอดกางเกงและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า บริเวณโคนขาขวาด้านนอกประมาณกว่า ๓๐ ครั้ง แต่เนื่องจากวันที่แพทย์ประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ทำการตรวจร่างกายข้าฯ เวลาได้ล่วงเลยมาจนวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างจากวันที่ข้าฯ ถูกทำร้ายร่างกายดังกล่าวถึง ๘ วัน ทำให้ร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายข้างต้นได้ทุเลาลงบ้างแล้ว เหลือให้เห็นเป็นบางส่วน ที่ชัดเจนคือบริเวณที่ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า บริเวณโคนขาขวาด้านนอก ที่ยังปรากฎร่องรอยอยู่ชัดเจน ซึ่งมิได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากการกระทบ หรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม และเนื่องจากแพทย์ผู้ตรวจร่างกายข้าฯ ไม่เห็นเหตุการณ์ที่ข้าฯ ถูกทำร้าย กอปรกับระยะเวลาเกิดเหตุ ห่างจากวันตรวจร่างกายถึง ๘ วัน และข้อความที่ว่า “อีกทั้งในขณะที่ตรวจร่างกาย แพทย์ได้ทำการซักถามท่านแล้ว ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่ได้ถูกผู้ใดทำร้ายร่างกายซึ่งปรากฎตามบันทึกการตรวจร่างกาย”นั้น ข้าฯหมายถึงไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ ทำร้ายร่างกายข้าฯ แต่อย่างใด แต่ไม่ได้รวมถึงทหารชุดจับกุมและสอบสวน ที่ทำร้ายร่างกายข้าฯ ในวันที่ ๑๐ – ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ก่อนที่จะนำตัวข้าฯ ส่งสถานีตำรวจนครบาล ในวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามหนังสือที่ข้าฯ บันทึก ฉบับลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่อ้างถึงในบันทึกที่ ตช. ๐๐๑๕.๑๘๓ / ๑๑๐ ข้างต้น และตามบันทึกการตรวจร่างกายผู้ต้องหา สถานที่บันทึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งผลการตรวจก็ระบุไว้ชัดเจนว่า มีรอยฟกช้ำบริเวณแขนขวาท่อนบน,หน้าท้อง พบรอยแผลไฟไหม้ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๖ ซม. หลายจุดบริเวณต้นขาขวา ซึ่งร่องรอยดังกล่าว ข้าฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า เกิดขึ้นขณะถูกควบคุมตัวและสอบสวนโดยทหาร ในวันที่ ๑๐ – ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ก่อนที่จะถูกส่งตัวข้าฯ มอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ ณ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และผลใบความเห็นแพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยนายแพทย์มานพ ศรีสุพรรณถาวร ได้ทำการตรวจร่างกายข้าฯ ปรากฎว่า
พบรอยเขียวช้ำหลายรอยบริเวณอกและท้อง
พบจุดคล้ายรอยไหม้หลายจุดที่ต้นขาขวา

ซึ่งจากผลการตรวจร่างกายของ สำนักงานตำรวนแห่งชาติ โดยพ.ต.อ.ไพบูลย์ มะระพฤกษ์วรรณ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจและแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผลออกมาสอดคล้องกันดี ในผลการตรวจร่างกายข้าฯ แต่พนักงานสืบสวนได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีความเห็นว่า ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ข้าฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผู้หนึ่งผู้ใด ทำร้ายร่างกายตามที่ข้าฯ ได้ทำหนังสือร้องเรียนมาแต่ประการใด

จากเรื่องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ต้องหาทำหนังสือร้องเรียน ที่ ตช. ๐๐๑๕.๑๘๓ / ๑๑๐ ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ออกโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล ลงนามโดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถึงข้าฯ ดังกล่าวข้างต้น ข้าฯจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ เพื่อโต้แย้งผลการสืบสวนในครั้งนี้ว่า เป็นการสรุปผลการสืบสวนที่ไม่เป็นธรรมแก่ข้าฯ ผู้ร้อง เป็นการอนุมานข้อเท็จจริงที่เลื่อนลอย ไร้เหตุผลที่ข้าฯมิอาจจะรับได้ ดังนั้น หนังสือฉบับนี้ ข้าฯขอให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คือท่าน พล.ต.ม.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ได้ตรวจสอบเอกสารด้วยความเป็นธรรม ตามเอกสารคำร้องตามที่อ้างถึง ลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๘ ของข้าฯ และบันทึกผลการตรวจร่างกายผู้ต้องหา ตามสถานที่บันทึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ และใบความเห็นแพทย์ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ อีกครั้งหนึ่งด้วยตัวท่านเอง เพื่อดำรงความยุติธรรมในการสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงแก่ข้าฯ ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง อย่าด่วนสรุปใดๆ ตามที่เจ้าพนักงานสรุปนำเสนอลงนาม โดยมิได้ตรวจสอบก่อนลงนาม

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาข้อโต้แย้งของข้าฯ และโปรดเมตตาข้าฯ สักครั้งหนึ่ง จักเป็นพระคุณยิ่งแก่ข้าฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะที่ผ่านมา ข้าฯ ได้รับความบอบช้ำทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส อีกทั้งข้าฯ ก็อายุมากแล้ว ควรมิควรแล้วแต่จะเมตตาพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

นายสรรเสริญ อุ่นเรือน ผู้เรียง/เขียน

ต้องกำจัดตัวบงการ (บทความจากเมืองไทย)

  โครงสร้างแบบเดิม ได้พิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้  เราวนเวียนกับการเมืองแบบเดิม ๆ มาหลายรอบ หลายสมัย  จนจับทางได้แล้วว่าเหตุการต่อไปจะเป็นอย่างไร   ซึ่งน่าเบื่อ ...
  แต่เราจะเปลี่ยผ่านได้อย่างไร  ในเมื่อตัวบงการ ยังอยู่  สำคัญอยู่ที่ตัวบงการ  ไม่ใช่แวดล้อม
หากเราต้องการเปลี่ยน เราต้องกำจัดตัวบงการ คือ ปัญหาหลัก ที่ทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่สงบ  ประเทศชาติบ้านเมืองไม่พัฒนา  ไม่สามารถเจริญก้าวไปข้างหน้า  
  หากจะบอกว่า ประธานองคมนตรี และคณะ คือปัญหาหลัก  เป้าหมาย  และศัตรูตัวจริงเราอยู่ตรงนี้  เราต้องแก้ตรงนี้  กำจัดตรงนี้  เราถึงก้าวข้าม หลุมดำนี้ได้  จะรอให้ตายเอง  หรือให้มีการสืบทอดทายาท อสูร.......... เราต้องช่วยกันคิดต่อนะ........อย่าหลงประเด็น...เพราะเราอาจจะรบผิดตัว(ที่เราต่อสู้ไม่ใช่ศัตรูตัวจริง) ปัญหาเลยไม่จบสักที.